ยืมเงินไม่จ่าย ระวังโทษอาญา
หลายคนเข้าใจว่า "ยืมเงินแล้วไม่คืน" จะเป็นคดีอาญาทุกกรณี แต่ความจริงแล้ว การผิดนัดชำระหนี้เพียงอย่างเดียว เป็นคดีแพ่ง เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกชำระหนี้ตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การยืมเงินอาจกลายเป็นคดีอาญาได้ในบางกรณี ดังนี้
1. ยืมเงินโดยตั้งใจไม่คืนตั้งแต่แรก อาจเข้าข่าย "ฉ้อโกง"
หากผู้กู้มีเจตนาตั้งแต่ต้นว่าจะไม่ชำระหนี้ และใช้การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง เพื่อหลอกให้ผู้ให้กู้หลงเชื่อและยอมมอบเงินให้ เช่น
แอบอ้างว่ามีรายได้หรือทรัพย์สินทั้งที่ไม่มี
อ้างว่าจะนำเงินไปทำธุรกิจ ทั้งที่ไม่มีโครงการดังกล่าว
ใช้เอกสารหรือข้อมูลอันเป็นเท็จประกอบการกู้ยืม
ยืมเงินจากหลายคนด้วยวิธีการหลอกลวง แล้วหลบหนี
หากพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่ก่อนหรือขณะยืมเงิน การกระทำดังกล่าว อาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
2. ยืมเงินจริง แต่ภายหลังไม่ยอมชำระหนี้
หากขณะยืมเงินมีเจตนาจะชำระหนี้จริง แต่ต่อมาประสบปัญหาทางการเงิน หรือผิดนัดชำระหนี้ภายหลัง โดยไม่มีพฤติการณ์หลอกลวงตั้งแต่ต้น กรณีนี้โดยหลักแล้วเป็น คดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา
3. ยักย้ายทรัพย์เพื่อหนีเจ้าหนี้ ระวัง "ฐานโกงเจ้าหนี้"
แม้การยืมเงินจะเป็นคดีแพ่ง แต่หากภายหลังลูกหนี้มีพฤติการณ์ยักย้าย ซ่อนเร้น โอน จำหน่าย หรือทำลายทรัพย์สิน เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้สามารถบังคับคดีได้ การกระทำดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350
ตัวอย่าง เช่น
โอนบ้านหรือที่ดินให้ญาติหลังถูกฟ้อง
ขายรถในราคาต่ำผิดปกติเพื่อหลีกเลี่ยงการยึดทรัพย์
ซ่อนหรือย้ายทรัพย์สินหนีการบังคับคดี
แกล้งสร้างหนี้ปลอมเพื่อให้เจ้าหนี้ตัวจริงไม่ได้รับชำระหนี้
ข้อสำคัญ
การที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคดีอาญาเสมอไป เจ้าพนักงานและศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์และพยานหลักฐานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะ เจตนาของผู้กู้ในขณะที่กู้ยืมเงิน และการกระทำภายหลังว่ามีลักษณะหลอกลวงหรือยักย้ายทรัพย์เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้หรือไม่
สรุปสั้น ๆ
ยืมเงินแล้วผิดนัดชำระหนี้ → โดยหลักเป็นคดีแพ่ง
ยืมเงินโดยมีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่แรก → อาจเป็นคดีอาญาฐานฉ้อโกง
ยักย้ายหรือซ่อนทรัพย์เพื่อหนีการบังคับคดี → อาจเป็นคดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้
ถาม-ตอบกับทนาย
ยังไม่มีคำถามที่ตอบ — เป็นคนแรกที่ถามสิ
มีคำถามเกี่ยวกับบทความนี้?
คำถามของคุณจะแสดงต่อสาธารณะหลังจากทีมทนายตอบกลับ
